งานราชการล่าสุด

9 ข้อที่ฉันค้นพบ จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 3 ปี

14 ม.ค. 2562 เวลา 13:34 น. 3,367 ครั้ง
Advertisement

9 ข้อที่ฉันค้นพบ จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 3 ปี


Advertisement
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2562 ได้มีการแชร์ในโลกออนไลน์มากมาย "9 ข้อที่ฉันค้นพบ จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 3 ปี"  โดยสมาชิกหมายเลข 1201143 ของเว็บไซต์ Pantip.com เขาได้มาเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้พบจากการทำงานมาเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเขาได้เล่าไว้ว่า

" ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2562 ให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ Pantip ก่อนนะคะ ที่จริงแล้วเราต้องการเขียนอะไรบางอย่างหลังจากทำงานครบ 3 ปีพอดี (ต้น ม.ค.) ตอนแรกว่าจะเก็บไว้อ่านเอง แต่ตัดสินใจเอามาลง Pantip เพราะอยากอ่านความคิดเห็นของคนอื่นๆ เผื่อมีอะไรที่เรานำไปปรับใช้ได้ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขมากขึ้น ของมนุษย์ออฟฟิศ 

1. โดนด่าวันนี้ ดีกว่าโดนด่าตอนอายุ 50
ขอเริ่มด้วยหัวข้อที่เด็กอย่างเราได้เปรียบที่สุด ด้วยความที่อายุเรายังน้อย ความคาดหวังจากคนรอบข้างมันเลยน้อยตามไปด้วย ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกกดดันในการทำงานสุดๆ แต่เชื่อเถอะ เราล้มเหลววันนี้ ดีกว่าเราไปล้มตอนอายุ 50 ถึงวันนั้นจะไม่มีคนคุ้มกะลาหัวเราด้วยซ้ำ การที่เราเป็นเด็ก หัวหน้างานจะมีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำของเรา เพราะฉะนั้นถึงเราจะโดนนายด่า แต่มันก็เท่านั้นแหละ ผลกระทบยังมีไม่เยอะ สิ่งที่อยากจะแนะนำคือใช้เวลานี้ให้คุ้มค่า เราไม่ได้อายุ 20 กว่าๆ ตลอดไป อยากทำอะไรทำ อยากถามอะไรโง่ๆ ถาม พรีเซ้นแล้วมันห่วย ก็พรีเซ้นไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ โดนด่าตอนนี้ เจ็บน้อยกว่าโดนด่าตอนแก่เยอะ

เมื่อเราฝึกทุกวัน พยายามมากขึ้นทุกวัน ไม่ต้องให้ถึง 50 หรอก เราจะเก่งขึ้น เพราะพี่ๆ ที่เขาอยู่จนถึง 50-60 ก็ผ่านช่วงเวลาแบบเรามาแล้ว

2. เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียว ลองหาเป้าหมายอื่นให้ชีวิต
เราไม่ได้ทำงานแล้วแฮปปี้ทุกวัน หลายครั้งที่เรากลับไปบ้านแล้วอยากจะลาออกมันซะเดี๋ยวนั้น แต่ถ้าเรามีเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิต เช่น วิ่งมาราธอน, ปลูกต้นไม้ หรือแม้กระทั่งต่อ ป.โท การเปลี่ยนโหมดมาทำเรื่องที่เราชอบจะทำให้อารมณ์ดีขึ้น และเพิ่มความมั่นใจ เพราะการเฟลจากที่ทำงานส่วนมากมักทำให้เราเสียกำลังใจ และขาดความมั่นใจในตนเอง สำหรับเรามันส่งผลถึงการเข้าสังคม การตัดสินใจในเรื่องงาน และอีกมากมาย ยกตัวอย่าง เรามีเพื่อนคนนึงชอบตัดเย็บเสื้อผ้ามาก จริงจังขนาดลงคอร์สเรียนเสาร์อาทิตย์ ตอนนี้ทำงานประจำไปด้วย ตัดเสื้อผ้าขายไปด้วย เก๋จะตาย

ตั้งใจทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่หาอย่างอื่นทำบ้าง ชีวิตจะได้ไม่เฉาคา Excel

3. เล่นการเมืองกับทุกคน
เดี๋ยวก่อนนน! อย่าเพิ่งเบ้ปาก เล่นการเมืองกับทุกคนหมายความว่า “เราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” อย่างที่รู้กันว่าในออฟฟิศหลายๆ ที่ มีการเล่นพรรคเล่นพวก หรืออยู่ๆ ก็จะมีเสียงแว่วมาว่า คนนี้เด็กคนนั้น ซึ่งจากการเฝ้าสังเกตุมาเป็นระยะเวลา 3 ปี พบว่าคนที่เล่นการเมือง (มากๆ) ส่วนใหญ่ไม่มีความสุข ยิ่งพวกที่ตำแหน่งโตๆ แต่เล่นเค้าไว้เยอะนี่ห้ามเพลี่ยงพล้ำเลยนะ มีคนรอกระทืบซ้ำ และไม่ค่อยมีเพื่อนที่จริงใจคบด้วย

“เล่นการเมืองกับทุกคน” คือการที่เราดูว่าคนนี้เป็นคนยังไง จะเข้ากับเขาได้อย่างไร ไม่ได้บอกว่าให้สตอเบอร์รี่ หรือฝืนตัวเองมากๆ นะ แต่แต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานนิสัย ความชอบ โตมาในสังคมที่แตกต่างกัน การที่เราดูแล้วรู้ว่าจะ “อยู่ร่วมกับเขาแบบเป็นมิตร” ได้อย่างไรจะทำให้เราได้เปรียบมากๆ นอกจากวางตัวง่ายแล้ว เราจะไม่มีศัตรู เคสนี้รวมถึงบางคนที่ดูแล้วไม่ถูกจริตกัน การวางตัวกับเขาก็คือเฉยๆ ทักทายสวัสดีตามมารยาท ไม่จำเป็นต้องไปคุยก็ไม่ต้องคุย

ข้อนี้สำคัญมาก... เราไม่รู้หรอกว่าวันนึงโลกจะเหวี่ยงเราเข้าไปทำงานกับใคร อย่าสร้างศัตรูเด็ดขาด !!!

4. โฟกัสที่ลู่วิ่งของเรา สนใจแต่อย่าใส่ใจลู่วิ่งคนอื่น
ช่วงปีที่ผ่านมานี้ เพื่อนเราหลายคนเริ่มเรียนต่อ สร้างครอบครัว บางคนเปลี่ยนงานไปงานที่เงินเดือนสูงสุดๆ บางคนเริ่มธุรกิจของตัวเอง บางทีเราไถเฟสบุ้คแล้วก็แอบคิดนะว่า เฮ้ย!!! ไอคนนั้นคนนี้ได้ดิบได้ดี แล้วตัวเราล่ะทำอะไรอยู่ แต่บอกเลยว่าชีวิตพวกเขาก็ไม่ได้ดีกว่าเราหรอก!!! เผลอๆ เพื่อนหลายคนอาจจะกำลังอิจฉาชีวิตเราอยู่ก็ได้ เคยมีคนเดินมาบอกเราว่าแหม ชีวิตดีจังนะ... คือตัวเราเองก็ไม่ได้คิดเลยว่าชีวิตเราดี สิ่งที่เราคัดกรองโพสต์ลงโซเชียลนั่นแหละที่ดี จงจำไว้ว่าอย่าเอาจังหวะชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเด็ดขาด โฟกัสที่ลู่วิ่งของเรา รู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร รู้ว่าปลายทางเราต้องการอะไร รู้ว่าวันนี้เราทำดีกว่าเมื่อวานแล้วหรือยัง ก็เพียงพอแล้ว

แอบมองลู่วิ่งคนอื่นบ้างเป็นบางครั้ง เพื่ออัพเดตตัวเองให้ทันโลก แค่นั้นพอ

5. มีแฟนในที่ทำงานได้ แต่ต้องยอมรับผลที่ตามมาให้ได้เช่นกัน
เราคบกับแฟนมาจะปีแล้ว และแฟนเราทำงานที่เดียวกับเรา ยังดีหน่อยที่ทำคนละแผนกทำให้ไม่ต้องเจอหน้ากันมาก ถ้าคุณเป็นคนที่แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออก แนะนำว่าอย่ามีแฟนในที่ทำงาน (เอาจริงๆ ทะเลาะกับแฟนมา แล้วต้องมาคุยงานกับมัน มีใครบ้างแยกอารมณ์ออกจากงานได้ 100% ไม่เป็นแฟนกันยังยากเลย 555) ถ้าไม่ต้องเจอหน้ากันทุกวันหรือทำงานใกล้ชิดก็ยังพอโอเค แต่ถ้าทีมเดียวกันอาจจะยากหน่อย

ไม่ได้บอกว่าไม่ควรคบคนในที่ทำงาน แต่ถ้าคบแล้วก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาให้ได้ อย่างเราบางทีมีคนมาถามว่าทะเลาะกันเหรอ แฟนเราดูหงุดหงิดแต่เช้าเลย อยากจะบอกว่าเพราะพี่นี่แหละ ไม่ใช่หนู 555 ถ้าทะเลาะกันขึ้นมาเมื่อไหร่ รู้ทีค่อนบริษัท 

6. หัวหน้าก็คนนะ.. รู้ยัง??
สำหรับมนุษย์เงินเดือนตัวจ้อยอย่างเรา สิ่งที่พวกเรายำเกรงที่สุดในที่ทำงานก็คงจะหนีไม่พ้นมนุษย์เจ้านาย คนที่เป็นหัวหน้างานเองก็มีนิสัยแตกต่างกันไป อย่างตัวเราเคยเจอทั้งที่แบบขึ้นชื่อว่าโหดสุดๆ บ้างาน บ้าอำนาจ ไปจนถึงวันๆ ไม่ทำการทำงาน คอยสั่งคนนู้นทีคนนี้ที แต่พอได้มองดูดีๆ เราก็พบว่า เฮ้ย!! หัวหน้าก็คนนี่หว่า!! แต่คนๆ นี้มันจะมาบ่นว่าขี้เกียจตื่น หรือโดนนายสั่งงานเยอะไม่ได้ไง!!! เพราะอะไรน่ะเหรอ นอกจากจะโดนหัวหน้าของเค้าเองเขม่นแล้ว ลูกน้องก็ยังจะไม่ให้ความเคารพด้วย หนำซ้ำอาจจะพาลกันเสียระบบการปกครองทั้งทีม

ถ้าให้แนะนำก็อยากจะบอกว่าพยายามเข้าใจเค้าดีกว่าว่าเค้าก็เป็นมนุษย์อย่างเราๆ นี่แหละ เป็นคนดีบ้างคนไม่ดีบ้าง นิสัยก็แตกต่างกันบ้างเป็นเรื่องปกติ อย่ามองว่าเรากับเค้าอยู่คนละขั้วกัน อยากให้มองในมุมที่ว่าถ้าเราไม่ทำงานให้เค้า เค้าจะเอางานที่ไหนไปส่งละ จริงๆ หัวหน้าเลิกงานก็อยากกลับบ้านไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ไม่ได้อยากอยู่ดึกๆ ให้เมียตามกลับบ้าน เวลาว่างนางก็ไม่ได้อยากทำงาน นางก็อยากไปลั้นลา ไปเที่ยวอะไรของนาง แต่แค่นางออกนอกหน้าพูดมากแบบเราไม่ได้ ตำแหน่งมันค้ำคอ

ลองคิดดู แค่เรานำเสนองานกับหัวหน้าก็เกร็งจะแย่ นี่เค้าต้องเอางานเราไปนำเสนอกับหัวหน้าฝ่าย หรือ CEO ลูกน้องคนไหนที่ช่วยแบ่งเบาภาระเค้าได้เยอะ เค้าก็จะรักคนนั้นเป็นธรรมดา


7. หาคนที่เป็นมากกว่า “เพื่อนร่วมงาน” ให้เจอ แล้วจะอยากไปทำงานมากขึ้น
ความแตกต่างระหว่าง “เพื่อน” กับ “เพื่อนร่วมงาน” คืออะไร? ที่เค้าบอกว่ายิ่งโต ยิ่งหาเพื่อนยากก็คงจะจริง สมัยประถม การหาเพื่อนใหม่ไม่ยากเท่าสมัยมัธยม และการหาเพื่อนในสมัยมัธยมก็ไม่อยากเท่าตอนเข้ามหาวิทยาลัย มันแปลว่ายิ่งเราโตขึ้นเท่าไหร่ เราจะหาเพื่อนยากขึ้นเท่านั้น และไม่ต้องบอกเลยว่าการหาเพื่อนที่จริงใจคนนึงในออฟฟิศมันยากแค่ไหน นอกจากจะมีเรื่องผลตอบแทน ทั้งตำแหน่ง เงินเดือน การประเมิน เข้ามาเกี่ยวด้วย หน้าที่หลักของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราคือไปทำงาน ไม่ได้ไปทำกิจกรรมสานสัมพันธ์หาเพื่อน ดังนั้นวันๆ เราจึงจะเจอแค่เพื่อนร่วมทีม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการคุยกันแค่เรื่องงานเท่านั้น

เราโชคดีที่เจอทีมที่ดี คุยได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน เรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อน และเพื่อนร่วมงานในคราวเดียวกัน การมีทีมที่อยู่ด้วยแล้วสนิทใจแบบนี้ เราคิดว่ามันคือกำไรชีวิต พยายามหาคนเหล่านี้ให้เจอในสังคมการทำงาน แล้วเราจะอยากไปทำงานมากขึ้น (นิดนึงก็ยังดี 555) ไม่จำเป็นต้องอยู่ทีมเดียวกันก็ได้ แค่ได้พบเจอ พูดคุยแลกเปลี่ยนความเซ็งก็ดีแล้ว

ให้เราลองถามตัวเองว่า “ถ้าเราลาออกจากที่นี่ เรายังจะอยากนัดคนนี้กินข้าวอยู่ไหม??” ถ้าคำตอบคือใช่ ยินดีด้วย คุณเจอเพื่อน (จริงๆ) ในที่ทำงานแล้วววว

8. อย่าเป็นตัวของตัวเองเกินไปในโลกออนไลน์
หลายคนเชื่อว่า Social media เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะโพสต์อะไรมันก็สิทธิ์ของเรา แต่รู้รึเปล่าว่า HR สมัยนี้นอกจากจะดู resume เราแล้ว ยังดู Facebook, IG, Twitter ของเราด้วย เพื่อนเราที่เป็น HR ยืนยันมาว่า Social media บอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้มากกว่า Resume เป็นสิบเท่า เห็นไหมว่าตัวตนบนโลกออนไลน์ของเรานั้นมีผลกับเราตั้งแต่ก่อนเข้างานซะอีก เมื่อเราเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มตัว เรื่องพวกนี้ยิ่งต้องระวัง อย่างเราคือไม่แตะเฟสบุ้คเลย หรือถ้าจะโพสต์/แชร์อะไร ก็คิดแล้วว่าถ้าหัวหน้ามาเห็นก็ไม่เป็นไร ถ้าอยากมีพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ แนะนำ Twitter/ IG เลย Social media เหล่านี้ส่วนมากคนในที่ทำงานเค้าไม่แอดกันอยู่แล้ว

ยิ่งเรื่องดราม่าในที่ทำงาน เกลียดคนนั้น เบื่องาน หัวหน้างี่เง่า ห้ามโพสต์เด็ดขาด โพสต์ปุ้บมีคนแคปปั้บแน่นอน เตือนแล้วนะ !!!

9. จงเป็น “ลูกจ้างมืออาชีพ”
ในที่สุดเราก็เดินทางกันมาจนถึงข้อสุดท้าย ขอบคุณใครก็ตามที่อดทนอ่านมาจนถึงตอนนี้ 555 สรุปสั้นๆ ตามหัวข้อเลย ถ้าอยากเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข จงเป็น “ลูกจ้างมืออาชีพ” ให้ได้ พูดง่ายแต่ทำยากนะ เพราะลูกจ้างมืออาชีพก็คือคนที่ตระหนักได้ว่า “เราถูกจ้างมาด้วยค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง” นั่นหมายความว่าบริษัทเค้าต้องการอะไรบางอย่างจากเราแลกกับค่าตอบแทนนั้นๆ เราต้องรู้ว่าบริษัทจ้างเรามาทำอะไร และทำมันให้ดีกว่าที่บริษัทคาดหวังหากต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่ หากงานที่ทำอยู่รู้สึกว่าไม่ตรงกับ skill   หรือ passion ของเรา ก็ไม่ควรอดทนทำไป ควรจะหางานที่เราทำแล้วเรามีความสุขและทำได้ดีเพื่อดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด นอกจากจะทำให้เราเติบโตในองค์กรแล้ว ยังทำให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและไม่เบื่อด้วย แต่ก็ไม่ได้จะเชียร์ให้เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อนะ อดทนทำไปจนถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้เองว่าควรไปทางไหนต่อ รีบหาสายงานที่ใช่ให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วเราจะเป็น Expert ได้เร็วกว่าคนอื่น อายุเท่านี้ไม่ต้องกลัวการลาออก จะลาออกกี่ครั้งก็ได้ ถ้าในที่สุดเราเจอสายอาชีพที่เรารักและอยากทำ จะเป็นอะไรที่คุ้มค่ามาก

และด้วยคอนเซ็ปท์เดียวกัน “เราถูกจ้างมาด้วยค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง” อย่าทำงานหนักเกินกว่าค่าตอบแทนจนเกินไป ทุ่มเทได้ แต่ต้องมีผลลัพธ์ที่ดีตามออกมาด้วย เช่นได้ปรับเงินเดือน ได้ประเมินดี หาเวลาอยู่กับพ่อแม่ ญาติๆ บ้าง หันกลับไปมองข้างหลังบ้างว่าคนที่เป็นบันไดให้เรามายืนจุดนี้ ตอนนี้เค้าเป็นยังไงกันบ้างนะ? อย่าลืมว่าพ่อแม่แก่ลงทุกวัน ดูแลสุขภาพท่านด้วย ถ้าเดือนไหนมีเงินเหลือก็ซื้อแพคเกจตรวจสุขภาพให้ท่านซักอันแล้วหาเวลาไป มันไม่ลำบากหรอก แลกกับความสุขของพ่อแม่ 

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้คือเรื่องเที่ยว ในวัย 20 กลางๆ เรายังมีเวลาเที่ยวอยู่ เพราะความรับผิดชอบเรายังมีไม่มาก รวมถึงเพื่อนๆ เราด้วย ที่ถ้าหากวันไหนแต่งงานมีครอบครัวขึ้นมา การจะออกไปเที่ยวซักทริปด้วยกันจะเป็นอะไรที่แทบเป็นไปไม่ได้ อย่างเราก็ตั้งเป้าว่าใน 1 ปี ต้องไปประเทศที่ไม่เคยไป 1 ที่ เพื่อเปิดประสบการณ์ตัวเอง งานออฟฟิศมันจำเจ ต้องหาเชื้อเพลิงเติมไฟซักหน่อย 

จบแล้วววว ขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านกันมาจนถึงตรงนี้อีกครั้ง
และขอให้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนของทุกท่านเต็มไปด้วยเรื่องราวสนุกๆ ตื่นเต้น เจอแต่เพื่อนร่วมงานดีๆ ได้โปรเจ็กยักษ์ๆ ลูกค้าน่ารัก ที่สำคัญได้โบนัสทะลุเป้าไปเลยจ้า

สวัสดีปีใหม่ 2562 อีกครั้งค่ะ ^_^ "

บทความดีดีจาก @ สมาชิกหมายเลข 1201143  วันที่ 13 มกราคม 2562


แสดงความคิดเห็น :

- กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพและไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย
- ห้ามมิให้ผู้ใดโพดขายสินค้าเด็ดขาด
- ข้อความโพสโดยสาธารณชน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ติดตามข่าวบน Facebook กด Like เพื่อไม่พลาดข่าว !!!

^