งานราชการล่าสุด

วอนสังคมช่วย "แม่เฒ่าชัยวัย 66 ปี ถูกลูกสาวในไส้ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินและบ้าน"

21 ธ.ค. 2561 เวลา 06:46 น. 3,661 ครั้ง
Advertisement

วอนสังคมช่วย "แม่เฒ่าชัยวัย 66 ปี ถูกลูกสาวในไส้ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินและบ้าน"


Advertisement
แชร์สนั่นโซเชียลฯ แม่เฒ่าชัยภูมิ 66 ปี ร่ำไห้วอนช่วย ถูกลูกสาวในไส้ฟ้องบังคับคดีขับไล่ออกจากที่ดินและบ้าน หลังขอชดใช้ฐานบุกรุก 1 ล้านแต่หาให้ไม่ได้ เผยลูกสาวทำงานญี่ปุ่นส่งเงินให้ 1.3 แสน พอนำไปซื้อที่ดินและเข้าปลูกบ้านกลับฟ้องแม่-พี่สาวขอคืนเงินต้นรวมดอกเบี้ยเป็น 1.3 ล้าน

วันนี้ ( 20 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์เรื่องราวของหญิงวัย 66 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ รายหนึ่งถูกลูกสาวของตัวเองฟ้องขับไล่ออกจากบ้านและที่ดิน ซึ่งชาวโลกออนไลน์ได้ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก และมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

โดยเรื่องราวดังกล่าว มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “นางบุญตา ภูคอนจิตร” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
วอนโชเชียลฯ แม่วัย 66ปี ร่ำไห้ เมื่อถูกลูกสาวแท้ๆ ฟ้องขับไล่แม่คดีบุกรุกพื้นที่ปลูกสร้างบ้านในที่ดิน ชึ่งแม่เป็นคนชื้อแล้วใส่ชื่อลูกใว้ในโฉนด แม่อาศัยอยู่มาจน 18 ปีโดยลูกสาวไม่เคยมาสนใจ พอรู้ว่าแม่มาปลูกบ้านจึงให้สามีที่เป็นทนายนำเรื่องขึ้นฟ้องศาลขับไล่แม่บังเกิดเกล้าให้ออกจากที่ดินโดยอ้างกับศาลว่าแม่ไม่เคยเลี้ยงดู ครั้งหนึ่ง 10 กว่าปีมาแล้วลูกสาวเคยส่งเงินมาให้แม่ 130,000 บาท เพื่อให้เก็บใว้ใช้จ่ายพอมีคนมาถามขายที่ดินแม่ได้ยินเข้าก็เลยชื้อเอาไว้เพื่ออนาคต แต่มาลูกสาวฟ้องแม่เรียกเงินค่าบุกรุกเป็นเงิน 1,300,000 บาทโดยลูกใช้อำนาจทางกฎหมายมาข่มขู่แม่ว่าถ้าไม่หาเงินให้ 1,300,000 บาท จะจับแม่ขังคุกทุบบ้านแม่ทิ้ง วิงวอนโลกโซเชียลฯ เป็นศูนย์กลางช่วยแชร์ให้ผู้มีอำนาจช่วยตรวจสอบและช่วยเหลือยายด้วย ยายท่านนี้มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันขอบคุณช่วยกันแชร์นะ




ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านกรณีที่เกิดขึ้น ที่บ้านของ นางบุญตา ภูคอนจิตร อายุ 66 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่186 หมู่ที่ 9 บ้านสวนอ้อย ต.กวางโจน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ จึงได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เรื่องเกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่เมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา ตนมีลูกทั้งหมดรวม 5 คน โดยมีลูกสาวคนที่ 3 ชื่อว่า นางมยุรี โอกะสะ อายุ 43 ปี อาศัยบ้านเลขที่ 39/36 หมู่ที่ 2 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ไปทำงานต่างประเทศ และได้ส่งเงินมาให้แม่เก็บไว้เพื่อใช้จ่ายดูแลตัวเอง จำนวน 130,000 บาท และ บอกกับแม่ว่า หากมีคนขายที่ดินให้แม่ซื้อใว้ทำกิน

จนกระทั่งมีคนในละแวกบ้านได้ประกาศขายที่ดินในราคา 130,000 บาท ตนจึงนำเงินที่ลูกสาวส่งมาให้ที่เหลือบางส่วนที่นำไปใช้จ่ายไปหลายหมื่นบาทแล้ว พร้อมกับได้ขอจากลูกหลาน ญาติพี่น้องคนอื่นๆ มาเพิ่มอีกหลายหมื่นบาทให้ครบ เพื่อรีบนำไปซื้อที่ดังกล่าวจำนวน 5 ไร่ เป็นเงินรวม 130,000 บาท

พอตนซื้อที่ดินเสร็จ จึงได้ใช้ชื่อในโฉนดที่ดินเป็นของ นางมยุรี โอกะสะ บุตรสาวคนดังกล่าว และผ่านไปประมาณกว่า 15 ปี ตนได้ใช้ให้ญาติพี่น้องทำนาพร้อมเก็บสะสมเงินเพิ่มมาตลอด จนพอมีเงินที่จะนำมาสร้างบ้านหลังละกว่า 2 ล้านบาท ในที่ดินดังกล่าวจนแล้วเสร็จ พอตนสร้างเสร็จลูกสาวรายนี้ที่ปัจจุบันไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นกลับเกิดไม่พอใจ และอยากให้แม่หาเงินเป็นค่าที่ดินทั้งหมดที่เคยให้มารวม 130,000 บาทมาคืน แต่ขอทบต้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นรวมเป็น 1.3 ล้านบาท และหากหาให้ไม่ได้ยังข่มขู่แม่มาตลอดว่า จะจ้างให้ทนายฟ้องศาล เพื่อเรียกร้องที่ดินที่เป็นชื่อของเขาคืนทั้งหมด



จึงมีการมอบหมายให้ทนายฟ้องจำเลยที่ 1 ที่เป็นพี่สาวของตัวเองอีกคนชื่อ นางวาสนา เทพวงษ์ อายุ 46 ปี อาศัยบ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 9 ต.กวางโจน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นพี่สาวคนที่ 2 พร้อมกับฟ้องแม่ตัวเองเป็นจำเลยคนที่ 2 ในครั้งนี้ด้วย จนกระทั้งกระบวนการศาลผ่านมาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการไกล่เกลี่ยให้จำเลยทั้งพี่สาวและแม่ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 1.3 ล้านบาท โดยศาลให้ทางผู้เป็นแม่ เซ็นชื่อยินยอมต่อหน้าศาลเพื่อยินยอมความ โดยจะจ่ายค่าเสียหายให้กับบุตรสาว

ดังนั้น ตนผู้เป็นแม่ที่ถูกลูกสาวยื่นฟ้องศาลครั้งนี้อยากจะฝากวิงวอนลูกสาวเห็นใจแม่บ้าง ซึ่งเงินบางส่วนที่เอาไปซื้อที่ดินและสร้างบ้านดังกล่าวที่เกิดขึ้น ไม่ใช้ของบุตรสาวผู้ที่ฟ้องแม่คนเดียว ยังมีพี่น้องต่างบิดา รวมอีก 4 คน และญาติๆ ระดมเงินมาช่วยกัน และถ้าเป็นไปได้ให้มาคุยกันดีๆ เพราะตอนนี้แม่พยายามโทรศัพท์ติดต่อลูกสาวที่อยู่ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย

“ อยากให้กลับมาคุยกันถ้าจะยึดเอาไปคนเดียวคนอื่นก็เดือดร้อน เป็นไปได้ให้นำไปขายมาแบ่งกันตามสมควรจะดีกว่า และไม่อยากให้มาไล่รื้อไล่ทุบบ้านทิ้ง จะไม่เกิดประโยชน์และอายชาวบ้านคนอื่นเขา แม่ไม่อยากให้เห็นครอบครัวตัวเองมาทะเลาะกันแบบนี้อีกเลย” นางบุญตา ผู้เป็นแม่กล่าว



ทางด้าน นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า หลังมีข่าวแพร่หลายทางโลกโซเชียลฯ จำนวนมากในขณะนี้ทางจังหวัดชัยภูมิได้ตรวจสอบความเป็นมาของคดีครั้งนี้เบื้องต้น คือ นางบุญตา ภูคอนจิตร ผู้เป็นมารดา อายุ 66 ปี บ้านเลขที่ 186 ม.9 ต.กวางโจน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของบุตรสาวคือ นางมยุรี โอกาสะ อายุ 43 ปี และน.ส.วาสนา เทพวงศ์ อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 107 ม.9 ต.กวางโจน (พี่สาวต่างบิดาของนางมยุรี) เจ้าของบ้านที่ปลูกในที่ดินของ นางมยุรี 

ตามข้อเท็จจริงศาลได้มีการตัดสินไปแล้ว ซึ่ง น.ส.วาสนา และมารดารายนี้ ถูก นางมยุรี น้องสาวและบุตรสาว ฟ้องร้องให้ออกจากที่ดินซึ่ง นางมยุรี บุตรสาวรายนี้ได้ซื้อเก็บไว้เพื่อให้ นางบุญตา มารดา ทำการเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ ต่อมา น.ส.วาสนา พี่สาวต่างบิดาของนางมยุรีได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาปลูกสร้างบ้านของตนเอง คือ บ้านเลขที่ 107 ม.9 ต.กวางโจน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในปัจจุบัน

ทางด้าน นางมยุรี ได้ฟ้องร้องและมีการตกลงชดใช้ค่าที่ดินเป็นเงินรวม 1 ล้านบาท ให้แก่ นาง.มยุรี เป็นรายปีๆ ละ 200,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี แต่ น.ส.วาสนา และมารดา ที่ได้ร่วมกันเซ็นชื่อยินยอมต่อคดีที่เกิดขึ้น ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงถูกฟ้องร้องและถูก สำนักงานบังคับคดีภูเขียว ปิดหมายขับไล่ออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวในปัจจุบัน

ทั้งนี้ทางจังหวัดชัยภูมิอยากให้ทางผู้เป็นบุตรสาวและแม่ รวมทั้งญาติพี่น้องของครอบครัวนี้ควรหันหน้าคุยกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ขอบคุณข่าวจาก : ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 20 ธันวาคม 2561

Keep in contact with The Jobtoday by following our Facebook page.


แสดงความคิดเห็น :

- กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพและไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย
- ห้ามมิให้ผู้ใดโพดขายสินค้าเด็ดขาด
- ข้อความโพสโดยสาธารณชน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ติดตามข่าวบน Facebook กด Like เพื่อไม่พลาดข่าว !!!
^