งานราชการล่าสุด

คนทั่วโลกเริ่มปรับตัว ปี 2017 หลายประเทศเริ่มเลิกใช้เงินสด

27 ธ.ค. 2559 เวลา 21:01 น. 3,806 ครั้ง
Advertisement

คนทั่วโลกเริ่มปรับตัว ปี 2017 หลายประเทศเริ่มเลิกใช้เงินสด


Advertisement
ผู้บริโภคทั่วโลกเกาะติดกระแสยกเลิกใช้จ่ายด้วยเงินสดในระบบการเงินโลก ซึ่งจะยังคงเป็นประเด็นใหญ่ในปี 2017 หลังจากในปีที่ผ่านมา 4 ประเทศในยุโรป ประกอบด้วยฝรั่งเศส สเปน เดนมาร์ก และสวีเดน ประกาศชัดเจนที่จะยกเลิกการใช้จ่ายผ่านระบบเงินสด โดยเฉพาะสวีเดนมีเป้าหมายจะไม่ใช้เงินสดในการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน รวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหลายอย่างสมบูรณ์ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ในการยกเลิกการใช้จ่ายผ่านระบบเงินสดนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกการรับรู้ถึงภาวะเงินฝืดที่จะเกิดขึ้นในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว

โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปที่เริ่มประสบปัญหาวิกฤติของระบบแบงก์ในหลายๆประเทศ ไม่ยกเว้นแม้แต่ในเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และกรีซ

1.ในปี 2016 เกิดกระแสเรียกร้องครั้งใหญ่จากอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกระแสการผลักดันนำเสนอในบทความของสื่อยักษ์ใหญ่ทั้ง New York Times และ Financial Times แม้กระทั่งในการตอบคำถามของประธานธนาคารกลางสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน ที่มองว่าเงินสดไม่ได้วัดมูลค่าของสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ขณะที่ลาร์รี่ ซัมเมอร์ส อดีครัฐมนตรีคลังสหรัฐก็เรียกร้องให้ยกเลิกธนบัตรสหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์ที่ถูกลักลอบใช้อย่างผิดกฎหมายไปทั่วโลกแม้แต่ในอินเดียล่าสุดที่รัฐบาลประกาศยกเลิกธนบัตรฉบับละ 500 และ 1,000 รูปี โดยพิมพ์ธนบัตรฉบับละ 2,000 รูปีออกมาใช้แทนนั้น เพื่อสกัดการคอร์รัปชันในประเทศ ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของประชาชนจนเกิดการประท้วงในหลายเมือง เนื่องจากชาวอินเดียมีการใช้จ่ายธนบัตรดังกล่าวในสัดส่วนสูงถึง 80%อย่างไรก็ตาม เป็นความกังวลของประชาชนส่วนใหญ่ในหลายๆ ประเทศที่กลัวว่าจะเกิดภาวะการตกงานครั้งใหญ่ หากว่าระบบการเงินโลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ไร้เงินสดเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้นี้

2.ภายใต้การนำเสนอนโยบายปรับลดภาษีของว่าที่ปธน.สหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศหลังพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคมปีหน้านั้น มีการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์ สตรีท ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะยังบูมต่อไปเมื่อบริษัทต่างๆ จะหันมาซื้อหุ้นคืนเพิ่มมากชึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่จะมีสภาพคล่องทางการเงินจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นในช่วง 11 เดือนแรกปีนี้บริษัทในตลาดหุ้น S&P 500 มีการใช้เงินซื้อคืนหุ้น (Buy back) เป็นวงเงินมากถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับปี 2015 ที่บริษัทต่างๆมีการซื้อหุ้นคืน 5.25 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 7 สัปดาห์หลังทรัมป์ชระเลือกตั้งนอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่ากิจการบริษัทในหุ้น S&P 500 จะทำการดึงเม็ดเงินไหลกลับเข้าสหรัฐในวงเงินกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์จากจำนวนเงินสดที่ถืออยู่ในต่างประเทศ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะถูกดึงกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐต่อไป3.ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถูกระบุว่าเป็นผู้ซื้อหุ้นขาใหญ่ที่สุดในรอบปี 2016 จากการเข้าแทรกแซงตลาดหุ้นญี่ปุ่นโดยอัดฉีดเงินผ่านกองทุนลงทุนในตลาดหุ้น หรือ ETF (Exchange Traded Fund) เป็นวงเงินถึง 4.3 ล้านล้านเยน หรือ 3.65 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% จากปี 2015โดย BOJ ได้เข้าลงทุนเพื่อแทรกแซงตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตามนโยบายอาเบโนมิกส์ที่ต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และมีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% รวมเป็นเม็ดเงินที่ BOJ เข้าไปถือหุ้นในดัชนี Nikkei 225 โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากกว่า 400 บริษัทเป็นยอดรวมมากกว่า 11 ล้านล้านเยน4.จับตาดอลลาร์แข๊งค่าเริ่มพ่นพิษการส่งออกสหรัฐมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก

เนื่องจากแนวโน้มที่เงินดอลลาร์แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 14 ปี โดยที่ Dollar Index ทะลุถึงระดับ 103.62 หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เริ่มกดดันสินค้าส่งออกของสหรัฐมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินเยนและยูโร รวมถึงอีก 14 สกุลในเอเชียและลาตินอเมริกาโดยที่ผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกในปี 2017 อีกครั้งจากที่ได้ค่อยๆ ฟื้นตัวมาตั้งแต่ปี 2010 จนสามารถครอบคลุมในมูลค่าส่งออกสูงถึงตรมาสละ 5.98 แสนล้านดอลลาร์ในปี 20145.นอกจากนี้ตลาดค้าทองโลกยังเกาะติด Bundesbank ธนาคารกลางเยอรมัน เร่งรัดการเรียกคืนทองคำที่ฝากไว้ในนิวยอร์กและปารีสเกินกว่า 54.4% หรือราว 366.3 ตัน โดยส่วนที่เหลืออีก 45.6% หรือ 307 ตันคาดว่าจะได้รับคืนภายในปี 2020 ทั้งนี้ Bundesbank ได้เริ่มดำเนินการเรียกคืนทองมาตั้งแต่ปี 2012 ส่งผลให้สองคำสำรองที่เก็บไว้ในแฟรงก์เฟิร์ตมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,403 ตันแล้วในรายงานการตงจสอบของ Bundesbank ระบุว่าเยอรมันมีทองคำสำรองรวม 3,400 ตัน แต่ในจำนวนนี้ฝากอยู่ในต่างประเทศถึง 2,000 ตันนับตั้งแต่หลังสงครามโลก แต่นโยบายในปัจจุบันทางการเยอรมันต้องดึงทองคำกลับเข้าสู่ประเทศเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ทำให้ต้องเร่งรัดดึงทองกลับจากสหรัฐและฝรั่งเศสซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่ามีการดึงทองคำที่ฝากไว้ในลอนดอนของอังกฤษกลับเข้าสู่คลังเก็ยมองของ Bundesbank แล้วเช่นกันทั้งนี้ ราคาทองในตลาดโลกเคลื่อนไหวล่าสุดทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1,134 ดอลลาร์ต่อออนซ์"

ข่าวจาก Nation TV - เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย วันที่ 27 ธันวาคม 2559
Advertisement
ติดตามข่าวบน Facebook กด Like เพื่อไม่พลาดข่าว !!!


แสดงความคิดเห็น :

- กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพและไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย
- ห้ามมิให้ผู้ใดโพดขายสินค้าเด็ดขาด
- ข้อความโพสโดยสาธารณชน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
Advertisement

งานล่าสุด >>

ผู้สนับสนุน

หางาน part time กด Like ติดตาม
^